สอบถามเพิ่มเติม โทร 038-195191

Repair กับ Maintenance ต่างกันอย่างไร ?

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องจักรถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการผลิต เพราะเมื่อเครื่องจักรเกิดความขัดข้อง ไม่เพียงส่งผลต่อการทำงานของเครื่องจักรเพียงตัวเดียว แต่อาจส่งผลต่อกำลังการผลิต คุณภาพของสินค้า ระยะเวลาส่งมอบ ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานได้

คำที่มักพบในการดูแลเครื่องจักร ได้แก่ Repair และ Maintenance ซึ่งบางครั้งอาจถูกใช้แทนกันจนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

หลายคนอาจเข้าใจง่าย ๆ ว่า

Repair = เครื่องเสียแล้วจึงซ่อม

ส่วน

Maintenance = เครื่องยังไม่เสีย แต่ตรวจเช็กและดูแลตามระยะ

การอธิบายแบบนี้ช่วยให้เห็นภาพได้ง่าย แต่ในทางเทคนิค Maintenance มีความหมายกว้างกว่านั้น เพราะครอบคลุมกิจกรรมหลายรูปแบบ ทั้งการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การตรวจสอบตามสภาพ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ และการบำรุงรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ

ดังนั้น การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Repair และ Maintenance จึงมีความสำคัญสำหรับโรงงานที่ต้องการลดการหยุดเครื่อง เพิ่มความพร้อมใช้งานของเครื่องจักร และวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม

Repair กับ Maintenance ต่างกันอย่างไร ?

Repair คืออะไร?

Repair หรือ การซ่อมแซม หมายถึงการดำเนินการเพื่อแก้ไขความเสียหาย ความขัดข้อง หรือความผิดปกติของอุปกรณ์หรือเครื่องจักร เพื่อให้อุปกรณ์สามารถกลับมาทำหน้าที่ที่ต้องการได้

ตัวอย่างเช่น

  • มอเตอร์ไม่ทำงานและต้องตรวจสอบสาเหตุ
  • Bearing เกิดความเสียหายและต้องเปลี่ยน
  • ระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรเกิดความผิดปกติ
  • ระบบ Hydraulic มีการรั่วซึมและต้องแก้ไข
  • ระบบ Pneumatic ทำงานผิดปกติ
  • เครื่องจักรเกิดเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
  • ชิ้นส่วนของเครื่องจักรชำรุดและต้องซ่อมหรือเปลี่ยน

ในกรณีเหล่านี้ เป้าหมายหลักของ Repair คือ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและทำให้เครื่องจักรกลับมาสามารถทำงานตามหน้าที่ที่ต้องการได้

อย่างไรก็ตาม มีจุดหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง คือ Repair ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะหลังจากเครื่องจักรเสียจนหยุดทำงานเท่านั้น การซ่อมบางอย่างอาจถูกวางแผนล่วงหน้าได้ เช่น การซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ตรวจพบว่ามีความเสียหายหรือเสื่อมสภาพก่อนที่จะเกิดการหยุดเครื่อง

ดังนั้น หากอธิบายในเชิงหลักการ สามารถเข้าใจได้ว่า

Repair = การแก้ไขความเสียหายหรือความผิดปกติของชิ้นส่วนหรือเครื่องจักร

Maintenance คืออะไร?

Maintenance หรือ การบำรุงรักษา เป็นคำที่มีความหมายกว้างกว่า Repair

Maintenance คืออะไร

ตามแนวคิดด้านวิศวกรรมและการจัดการงานบำรุงรักษา Maintenance ครอบคลุมการดำเนินการด้านเทคนิคและการบริหารจัดการที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่สามารถทำหน้าที่ตามที่ต้องการ หรือทำให้กลับมาอยู่ในสภาพดังกล่าวได้

พูดให้เข้าใจง่ายคือ

Maintenance ไม่ได้รอให้เครื่องจักรเสียแล้วจึงดำเนินการ

แต่เป็นการดูแลเครื่องจักรอย่างเป็นระบบตลอดช่วงเวลาที่เครื่องจักรถูกใช้งาน

ตัวอย่างงาน Maintenance ได้แก่

  • ตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
  • ทำความสะอาด
  • หล่อลื่นชิ้นส่วน
  • ตรวจสอบและปรับตั้ง
  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้า
  • ตรวจสอบระบบ Mechanical
  • ตรวจสอบระบบ Hydraulic
  • ตรวจสอบระบบ Pneumatic
  • ตรวจสอบการสั่นสะเทือน
  • ตรวจสอบอุณหภูมิ
  • เปลี่ยนชิ้นส่วนตามแผน
  • ตรวจสอบสภาพก่อนเริ่มใช้งาน
  • วิเคราะห์แนวโน้มความผิดปกติ
  • แก้ไขความผิดปกติที่ตรวจพบ

ดังนั้น Maintenance จึงเป็น กระบวนการดูแลเครื่องจักรโดยรวม ไม่ใช่เพียงการ “เช็กระยะ” อย่างเดียว

เปรียบเทียบ Maintenance กับการเช็กระยะรถยนต์

หากต้องการอธิบายให้คนทั่วไปเห็นภาพง่ายที่สุด สามารถเปรียบเทียบ Maintenance กับการนำรถยนต์เข้าศูนย์ตามระยะได้

ตัวอย่างเช่น รถยนต์ยังสามารถขับได้ตามปกติ แต่เมื่อถึงระยะที่กำหนด เจ้าของรถอาจนำรถเข้าตรวจสอบ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก ตรวจสอบของเหลว ตรวจสอบยาง หรือรายการอื่น ๆ ตามคู่มือและเงื่อนไขการใช้งาน

เหตุผลคือเราไม่ต้องการรอให้รถเสียก่อนจึงค่อยดูแล

การบำรุงรักษาเครื่องจักรในโรงงานก็มีแนวคิดคล้ายกัน

เครื่องจักรยังทำงานได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษา

การตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้พบความผิดปกติหรือการเสื่อมสภาพบางอย่างได้ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นปัญหารุนแรง

อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรแต่ละประเภทมีโครงสร้าง ลักษณะการทำงาน ผู้ผลิต และเงื่อนไขการใช้งานแตกต่างกัน ดังนั้นรอบการบำรุงรักษาและรายการตรวจสอบจึงควรกำหนดตามข้อมูลของเครื่องจักร คำแนะนำของผู้ผลิต สภาพการใช้งาน และประสบการณ์ด้านการบำรุงรักษาของโรงงาน ไม่ควรกำหนดตัวเลขหรือรอบเดียวใช้กับเครื่องจักรทุกประเภท

Repair กับ Maintenance ต่างกันอย่างไร?

สามารถสรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ ได้ดังนี้

Repair กับ Maintenance ต่างกันอย่างไร?
RepairMaintenance
เน้นการซ่อมแซมความเสียหายหรือความผิดปกติครอบคลุมการดูแลรักษาเครื่องจักรโดยรวม
มักเกิดขึ้นเมื่อพบปัญหาหรือความเสียหายสามารถดำเนินการก่อนเกิดความเสียหายได้
เป้าหมายคือแก้ไขและฟื้นฟูการทำงานเป้าหมายคือรักษาสภาพ ลดความเสี่ยง และฟื้นฟูการทำงานเมื่อจำเป็น
ตัวอย่าง เช่น เปลี่ยน Bearing ที่เสียตัวอย่าง เช่น ตรวจสอบ หล่อลื่น ปรับตั้ง และตรวจสภาพ
อาจเป็นงานที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
สามารถวางแผนและกำหนดตารางได้

สิ่งสำคัญคือ Repair สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Maintenance ได้

เพราะ Maintenance ไม่ได้มีเฉพาะการป้องกันเท่านั้น ในระบบงานบำรุงรักษายังมีการบำรุงรักษาเชิงแก้ไข หรือ Corrective Maintenance ซึ่งดำเนินการหลังจากตรวจพบความผิดปกติเพื่อฟื้นฟูการทำงานของเครื่องจักร

Maintenance ไม่ได้มีแค่ Preventive Maintenance

คำว่า Maintenance มักถูกใช้ร่วมกับคำอื่น เช่น PM, Predictive Maintenance และ Corrective Maintenance ซึ่งแต่ละคำมีความหมายแตกต่างกัน

1. Preventive Maintenance หรือ PM

Preventive Maintenance (PM) หรือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน คือการบำรุงรักษาที่ดำเนินการตามช่วงเวลาที่กำหนดหรือตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดโอกาสที่เครื่องจักรจะขัดข้องหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามต้องการ

ตัวอย่างเช่น

  • ตรวจสอบเครื่องจักรตามรอบ
  • หล่อลื่นตามแผน
  • เปลี่ยนชิ้นส่วนตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้า
  • ตรวจสอบความแน่นของจุดยึด
  • ตรวจสอบระบบส่งกำลัง
  • ทำความสะอาดส่วนประกอบของเครื่องจักร

แนวคิดของ PM จึงใกล้เคียงกับคำว่า

“ดูแลก่อนที่จะเกิดปัญหา”

แต่ไม่ได้หมายความว่า PM จะสามารถป้องกันความเสียหายได้ 100% เพราะเครื่องจักรยังมีโอกาสเกิดความขัดข้องจากหลายปัจจัย

2. Predictive Maintenance

Predictive Maintenance หรือ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ เป็นแนวทางที่ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพเครื่องจักรและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินแนวโน้มของสภาพเครื่องจักรและวางแผนการบำรุงรักษา

ตัวอย่างข้อมูลที่อาจนำมาใช้ ได้แก่

  • ค่าการสั่นสะเทือน
  • อุณหภูมิ
  • เสียง
  • ค่าทางไฟฟ้า
  • น้ำมันหล่อลื่น
  • ข้อมูลจาก Sensor
  • ประวัติการทำงานและประวัติการเสียของเครื่องจักร

ตัวอย่างเช่น หากพบว่าค่าการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีม Maintenance อาจนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อประเมินว่าควรตรวจสอบหรือวางแผนดำเนินการกับเครื่องจักรเมื่อใด

ข้อสำคัญคือ Predictive Maintenance ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถ “ทำนายวันที่เครื่องจักรจะเสียได้อย่างแน่นอน” แต่เป็นการใช้ข้อมูลสภาพและแนวโน้มเพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบำรุงรักษา

3. Corrective Maintenance

Corrective Maintenance หรือ การบำรุงรักษาเชิงแก้ไข คือการดำเนินการหลังจากตรวจพบความผิดปกติ เพื่อทำให้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์กลับมาทำหน้าที่ได้ตามต้องการ

ตัวอย่างเช่น ในระหว่างการตรวจ PM พบว่า Bearing มีความผิดปกติ จึงวางแผนเปลี่ยนก่อนที่จะเกิดความเสียหายรุนแรง

กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าเครื่องจักรต้อง “พังแล้วหยุด” ก่อนเสมอไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ควรใช้คำว่า

Maintenance = เครื่องยังไม่เสีย

เป็นคำจำกัดความแบบตายตัว

เพราะในความเป็นจริง Maintenance มีทั้งกิจกรรมที่ทำก่อนเกิด Failure และกิจกรรมที่ทำเพื่อแก้ไขหลังตรวจพบความผิดปกติ

4. Breakdown Maintenance

Breakdown Maintenance เป็นการดำเนินการบำรุงรักษาหลังจากเครื่องจักรเกิดการขัดข้องจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ โดยทีมงานจะต้องค้นหาสาเหตุ แก้ไขหรือเปลี่ยนส่วนที่เสียหาย และทำให้เครื่องจักรกลับมาใช้งานได้

ตัวอย่างเช่น

เครื่องจักรหยุดทำงานกะทันหัน → ตรวจสอบสาเหตุ → พบมอเตอร์มีปัญหา → ดำเนินการซ่อมหรือเปลี่ยน → ทดสอบการทำงาน → นำเครื่องจักรกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต

กรณีนี้เป็นงานที่มีความเร่งด่วนมากกว่างาน Maintenance ตามแผน เพราะการหยุดเครื่องอาจส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการผลิต

ทำไมโรงงานไม่ควรรอให้เครื่องจักรเสียก่อนจึงค่อยซ่อม?

การรอให้เครื่องจักรเสียแล้วจึงดำเนินการ Repair อาจดูเหมือนช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาในระยะสั้น เพราะไม่ได้มีการตรวจหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนตามรอบ

แต่ในบางกรณี ความเสียหายเล็ก ๆ อาจพัฒนาไปสู่ความเสียหายที่ใหญ่ขึ้นได้

ตัวอย่างเช่น

Bearing เริ่มมีความผิดปกติ

เครื่องจักรเริ่มสั่นมากขึ้น

เกิดแรงกระทำต่อชิ้นส่วนอื่น

ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเกิดการสึกหรอ

เครื่องจักรหยุดทำงาน

ต้องซ่อมหลายส่วนพร้อมกัน

ในสถานการณ์จริง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าอะไหล่และค่าแรงซ่อมเท่านั้น แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับเวลาหยุดเครื่อง งานผลิตที่ล่าช้า การส่งมอบสินค้า และทรัพยากรที่ต้องใช้ในการแก้ไขปัญหา

ISO 14224 ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลทั้งด้าน Failure และ Maintenance รวมถึงสาเหตุ ผลกระทบ การดำเนินการ และ Downtime เพื่อใช้เป็นข้อมูลด้าน Reliability และ Availability ของอุปกรณ์

ดังนั้น การเก็บประวัติการเสียและประวัติการบำรุงรักษาจึงเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาระบบ Maintenance ในโรงงาน

Maintenance ที่ดีควรตรวจอะไรบ้าง?

รายการตรวจสอบขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องจักรและข้อกำหนดของผู้ผลิต แต่โดยทั่วไปอาจพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น

ระบบ Mechanical

ตรวจสอบสภาพชิ้นส่วนทางกล เช่น

  • Bearing
  • Coupling
  • Gear
  • Belt
  • Chain
  • Shaft
  • จุดยึด
  • การหล่อลื่น
  • การสั่นสะเทือน
  • การ Alignment

ระบบไฟฟ้า

อาจตรวจสอบ

  • Motor
  • สายไฟ
  • จุดต่อ
  • ตู้ควบคุม
  • อุปกรณ์ป้องกัน
  • สัญญาณผิดปกติ
  • อุณหภูมิของอุปกรณ์

การตรวจสอบจริงต้องดำเนินการโดยผู้มีความรู้และความสามารถที่เหมาะสมกับลักษณะงาน และต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยของโรงงาน

ระบบ Hydraulic และ Pneumatic

อาจตรวจสอบ

  • การรั่วซึม
  • สายและข้อต่อ
  • แรงดัน
  • วาล์ว
  • กระบอกสูบ
  • Filter
  • สภาพของของไหล
  • อุปกรณ์ควบคุม

รายการตรวจสอบเหล่านี้ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็น Checklist กลางสำหรับเครื่องจักรทุกประเภทโดยอัตโนมัติ เพราะรายละเอียดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการออกแบบและข้อกำหนดของแต่ละเครื่อง

Repair และ Maintenance ควรทำงานร่วมกัน

ในโรงงานจริง Repair และ Maintenance ไม่ควรถูกมองว่าเป็นงานที่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

ตัวอย่างเช่น

ขั้นตอนที่ 1 — Maintenance

ทีมงานตรวจสอบเครื่องจักรตามแผน

ขั้นตอนที่ 2 — พบความผิดปกติ

พบว่าชิ้นส่วนบางรายการมีการสึกหรอ

ขั้นตอนที่ 3 — ประเมิน

พิจารณาความรุนแรงและผลกระทบต่อการทำงาน

ขั้นตอนที่ 4 — Repair

ดำเนินการซ่อม เปลี่ยน หรือแก้ไขตามความเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 5 — Test

ทดสอบว่าเครื่องจักรสามารถทำงานได้ตามหน้าที่ที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 6 — บันทึกข้อมูล

บันทึกสิ่งที่พบ สาเหตุ การดำเนินการ และผลลัพธ์

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำกลับมาใช้วางแผน Maintenance ในอนาคตได้

นี่คือเหตุผลที่งาน Repair และ Maintenance ควรมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วจบงาน

โรงงานควรเลือก Repair หรือ Maintenance?

คำตอบคือ ไม่ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์

หากเครื่องจักรเกิดความเสียหายหรือขัดข้องแล้ว จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและ Repair ตามความเหมาะสม

แต่หากต้องการลดโอกาสการหยุดเครื่องโดยไม่คาดคิด โรงงานควรมีระบบ Maintenance ที่เหมาะสมกับเครื่องจักรและกระบวนการผลิต

การวางแผนที่ดีควรพิจารณา

  • ประเภทของเครื่องจักร
  • ความสำคัญของเครื่องจักรต่อกระบวนการผลิต
  • ความเสี่ยงจากการหยุดเครื่อง
  • ประวัติการเสีย
  • คำแนะนำของผู้ผลิต
  • สภาพแวดล้อมในการทำงาน
  • ชั่วโมงการทำงาน
  • ความถี่ในการใช้งาน
  • ทรัพยากรและบุคลากร
  • อะไหล่ที่จำเป็น
  • ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

ไม่มีสูตรเดียวที่เหมาะกับโรงงานทุกแห่ง

ระบบ Maintenance ที่ดีจึงควรได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริงของเครื่องจักร

สรุป Repair กับ Maintenance แบบเข้าใจง่าย

หากต้องการจำง่าย ๆ สามารถสรุปได้ว่า

Repair = ซ่อม

เป็นการแก้ไขความเสียหายหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ เพื่อให้กลับมาทำหน้าที่ได้ตามต้องการ

Maintenance = บำรุงรักษา

เป็นกระบวนการที่ครอบคลุมการดูแล รักษา ตรวจสอบ ป้องกัน ประเมินสภาพ และแก้ไขเครื่องจักร เพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำหน้าที่ได้ตามที่ต้องการตลอดช่วงการใช้งาน

ดังนั้นคำเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายคือ

Repair เหมือนการซ่อมรถเมื่อรถมีปัญหา ส่วน Maintenance เปรียบได้กับการนำรถเข้าตรวจเช็กและบำรุงรักษาตามความเหมาะสม เพื่อดูแลสภาพรถและลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

แต่สำหรับเครื่องจักรในโรงงาน ระบบ Maintenance มีรายละเอียดและวิธีการที่ซับซ้อนกว่าการ “เช็กระยะรถยนต์” เพราะต้องพิจารณาทั้งสภาพเครื่องจักร ความสำคัญต่อกระบวนการผลิต ข้อมูลการใช้งาน ประวัติการขัดข้อง และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

การมีทั้ง Repair และ Maintenance ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จึงเป็นส่วนสำคัญของการบริหารเครื่องจักรในโรงงาน

เพราะ เป้าหมายของงานบำรุงรักษาไม่ได้มีเพียงการทำให้เครื่องจักรกลับมาเดินได้หลังจากเสีย แต่ยังรวมถึงการช่วยให้เครื่องจักรมีความพร้อมใช้งาน ลดความเสี่ยงจากการหยุดเครื่อง และสนับสนุนให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

S.T. Maintenance And Service

หจก. เอส.ที. เมนเทนแนนส์ แอนด์ เซอร์วิส ให้บริการด้านงานเครื่องจักรและงาน Maintenance สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่งานตรวจสอบ บำรุงรักษา ซ่อมแซม ติดตั้ง ปรับระดับและตั้งแนวเครื่องจักร งานระบบไฟฟ้าและท่อ ตลอดจนงานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายและงานเครื่องจักร

การเลือกวิธี Repair หรือ Maintenance ที่เหมาะสมควรพิจารณาจากประเภทเครื่องจักร สภาพการใช้งาน และข้อกำหนดของแต่ละโรงงาน เพื่อให้การดำเนินงานมีความเหมาะสมและปลอดภัย

หมายเหตุ: รายละเอียด วิธีการตรวจสอบ และรอบการบำรุงรักษาของเครื่องจักรแต่ละประเภทอาจแตกต่างกัน ควรอ้างอิงคู่มือและข้อกำหนดของผู้ผลิต รวมถึงมาตรฐานและขั้นตอนความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินงาน สอบถามเพิ่มเติมโทร 038-195191 หรือ สามารถทักข้อความผ่านเพจ ได้ที่ S.T. Maintenance and Service 

ติดต่อเรา

ต้องการติดตั้ง เคลื่อนย้าย หรือซ่อมบำรุงเครื่องจักร ใช่หรือไม่

ทีมงานของเราพร้อมดูแลและให้คำปรึกษา พร้อมเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ สามารถติดต่อเราได้ง่าย ๆ โดยฝากข้อมูลของท่านที่ช่องทางด้านล่างนี้ เรายินดีให้บริการและตอบกลับท่านโดยเร็วที่สุด

ส่งข้อความถึงเรา

กรอกข้อมูลและรายละเอียดโครงการ ทีมงานของเราจะติดต่อกลับ เพื่อให้คำปรึกษา และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับคุณ







    ช่องทางการติดต่อ

    ติดต่อเราได้ในทุกช่องทางที่ทคุณสะดวก

    โทรศัพท์

    038-195191, 085-4879797 , 082-4707711​, 082-2989147

    Facebook

    S.T. Maintenance and Service

    อีเมล

    s.t.maintenance@hotmail.com

    เวลาทำการ

    จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 17:00

    ที่อยู่

    13/66 หมู่ 3 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี 20000

    ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เมนเทนแนนส์ แอนด์ เซอร์วิส

    เลขที่ผู้เสียภาษี 0203549006886

    13/66 หมู่ 3 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี 20000

    Copyright 2026 © Maryjxnes . All Rights Reserved