สอบถามเพิ่มเติม โทร 038-195191

10 ข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในโรงงาน

เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการผลิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการทำงาน และรองรับการผลิตในปริมาณมาก แต่ในขณะเดียวกัน เครื่องจักรที่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว ระบบไฟฟ้า ความร้อน แรงดัน หรือพลังงานสะสม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้ หากใช้งานโดยขาดความรู้ ความระมัดระวัง หรือไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสม

ดังนั้น ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร จึงเป็นเรื่องที่โรงงาน ผู้ควบคุมเครื่องจักร ช่างซ่อมบำรุง และผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสียหายต่อเครื่องจักร ลดการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น

บทความนี้รวบรวม 10 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ปฏิบัติงานและสถานประกอบการได้ ตั้งแต่การอบรมก่อนใช้งาน การรู้จักระบบหยุดฉุกเฉิน การสังเกตป้ายเตือน ไปจนถึงการสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือ PPE

ข้อปฎิบัติ ความปลอดภัยในการทำงาน ข้อ 1-3

1. ต้องผ่านการอบรมก่อนใช้งานเครื่องจักร

หนึ่งในพื้นฐานสำคัญของ ความปลอดภัยในการใช้เครื่องจักร คือ ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับวิธีการใช้งานเครื่องจักรก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง

ไม่ควรให้พนักงานที่ยังไม่ผ่านการฝึกอบรม หรือยังไม่เข้าใจวิธีการทำงานของเครื่องจักร เข้าไปใช้งานโดยลำพัง เพราะเครื่องจักรแต่ละประเภทมีหลักการทำงาน จุดอันตราย และวิธีการควบคุมที่แตกต่างกัน

การอบรมควรครอบคลุมอย่างน้อย เช่น

  • วิธีเปิดและปิดเครื่องจักร
  • วิธีใช้งานเครื่องจักรอย่างถูกต้อง
  • จุดที่มีการเคลื่อนไหวหรือหมุน
  • จุดหนีบ จุดตัด และจุดอันตราย
  • วิธีหยุดเครื่องจักรในกรณีฉุกเฉิน
  • วิธีตัดแหล่งพลังงานก่อนซ่อมบำรุง
  • การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
  • การสวมใส่ PPE ที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ควรอนุญาตให้เฉพาะบุคลากรที่มีความรู้และได้รับมอบหมายเท่านั้นเข้าปฏิบัติงานกับเครื่องจักรประเภทนั้น ๆ

การมีความรู้ก่อนเริ่มงานช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่า “อะไรคือจุดอันตราย และควรทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในโรงงาน

2. รู้จักและใช้ปุ่มหยุดฉุกเฉินอย่างถูกต้อง

เครื่องจักรที่มีความเสี่ยงควรมีระบบหรืออุปกรณ์สำหรับหยุดการทำงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และผู้ปฏิบัติงานควรรู้ตำแหน่งและวิธีใช้งานอย่างชัดเจน

ปุ่มหยุดฉุกเฉิน หรือ Emergency Stop เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้สามารถหยุดการทำงานของเครื่องจักรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจจำเป็นต้องใช้ระบบหยุดฉุกเฉิน ได้แก่

  • มีบุคคลเข้าใกล้บริเวณอันตรายโดยไม่ตั้งใจ
  • เครื่องจักรทำงานผิดปกติ
  • มีชิ้นส่วนหลุดหรือแตก
  • เกิดเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
  • เกิดเหตุที่อาจนำไปสู่การบาดเจ็บ
  • พบความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหรือระบบควบคุม

ผู้ปฏิบัติงานควรทราบว่า ปุ่ม Emergency Stop อยู่ตรงไหน และต้องเข้าใจว่าหลังจากหยุดเครื่องแล้ว ไม่ควรรีบเข้าไปจับหรือแก้ไขชิ้นส่วนทันที เพราะเครื่องจักรบางชนิดอาจยังมีพลังงานตกค้างอยู่

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สิ่งสำคัญคือหยุดเครื่อง ควบคุมพื้นที่ และดำเนินการตามขั้นตอนความปลอดภัยของโรงงาน

3. สังเกตป้ายและสัญญาณเตือนก่อนเริ่มงาน

ป้ายความปลอดภัย ป้ายเตือน และสัญลักษณ์อันตราย มีหน้าที่สื่อสารความเสี่ยงให้ผู้ปฏิบัติงานทราบก่อนเข้าไปในพื้นที่หรือก่อนใช้งานเครื่องจักร

ป้ายเหล่านี้อาจใช้เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับ

  • อันตรายจากเครื่องจักร
  • อันตรายจากไฟฟ้า
  • พื้นที่อุณหภูมิสูง
  • จุดหมุนหรือชิ้นส่วนเคลื่อนไหว
  • สารเคมี
  • พื้นที่ห้ามเข้า
  • พื้นที่ที่จำเป็นต้องสวม PPE
  • พื้นที่ที่มีความเสี่ยงเฉพาะ

ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ผู้ปฏิบัติงานควรสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ รวมถึงอ่านและทำความเข้าใจกับป้ายเตือนต่าง ๆ

การละเลยป้ายเตือนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการ ปฏิบัติตามป้ายและสัญญาณเตือนอย่างเคร่งครัด จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดอุบัติเหตุจากเครื่องจักร

ข้อปฎิบัติ ความปลอดภัยในการทำงาน ข้อ 4-6

4. ระวังอันตรายจากความร้อนและแสงไฟ

เครื่องจักรในโรงงานบางประเภทอาจมีความร้อนสูง หรือมีแหล่งกำเนิดแสงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น กระบวนการเชื่อม งานโลหะ เตาหลอม เครื่องจักรที่มีอุณหภูมิสูง หรือพื้นที่ที่มีแสงจากกระบวนการผลิตเฉพาะ

ผู้ปฏิบัติงานควรศึกษาว่าเครื่องจักรหรือกระบวนการที่กำลังทำงานมีความเสี่ยงประเภทใด และเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

หากพบว่าบริเวณใดมีอุณหภูมิสูง ควรมีการติดตั้งป้ายเตือนหรือกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณดังกล่าว

สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อน แสง หรือประกายไฟ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานที่สถานประกอบการกำหนด และใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามลักษณะของงาน

5. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันจุดอันตรายของเครื่องจักร

เครื่องจักรจำนวนมากมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว เช่น สายพาน เฟือง เพลา ใบมีด ลูกกลิ้ง จุดหนีบ หรือชิ้นส่วนที่หมุนด้วยความเร็วสูง

หากผู้ปฏิบัติงานเข้าใกล้ชิ้นส่วนเหล่านี้โดยไม่มีการป้องกัน อาจเกิดการหนีบ ดึง ตัด กระแทก หรือเกี่ยวร่างกายและเสื้อผ้าได้

ดังนั้นควรมี อุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร หรือ Machine Guard ที่เหมาะสมกับเครื่องจักรแต่ละประเภท

ตัวอย่างอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่

  • ฝาครอบชิ้นส่วนที่หมุน
  • รั้วกั้นพื้นที่อันตราย
  • ฝาครอบสายพาน
  • ตะแกรงป้องกัน
  • อุปกรณ์ Interlock
  • อุปกรณ์ตรวจจับหรือระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง

ไม่ควรถอด ดัดแปลง หรือทำให้อุปกรณ์ป้องกันทำงานผิดไปจากการออกแบบเพียงเพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงาน

หากพบว่า Guard ชำรุด หลุด หรือใช้งานไม่ได้ ควรหยุดใช้งานและแจ้งผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการแก้ไข

6. ระมัดระวังไฟฟ้าแรงสูงและอันตรายจากระบบไฟฟ้า

เครื่องจักรอุตสาหกรรมจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ระบบไฟฟ้าในการควบคุมและขับเคลื่อน ดังนั้น ความปลอดภัยด้านไฟฟ้าในโรงงาน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้ปฏิบัติงานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสายไฟ ตู้ควบคุม หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความผิดปกติ และไม่ควรเปิดตู้ไฟหรือดำเนินการซ่อมระบบไฟฟ้า หากไม่ได้รับมอบหมายหรือไม่มีความรู้และคุณสมบัติที่เหมาะสมกับงานนั้น

สำหรับงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร ควรมีการควบคุมแหล่งพลังงานก่อนเริ่มงานตามขั้นตอนที่สถานประกอบการกำหนด

สิ่งที่ควรตรวจสอบ เช่น

  • สภาพสายไฟ
  • ตู้ควบคุม
  • จุดเชื่อมต่อ
  • อุปกรณ์ป้องกัน
  • สัญญาณเตือน
  • ระบบสายดิน
  • อุปกรณ์ตัดวงจร

หากพบสายไฟชำรุด มีกลิ่นไหม้ มีรอยไหม้ มีประกายไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ควรหยุดใช้งานและแจ้งผู้รับผิดชอบทันที

ข้อปฎิบัติ ความปลอดภัยในการทำงาน ข้อ 7-10

7. ตรวจสอบระบบไฮดรอลิกและระบบอัดอากาศ

นอกจากระบบไฟฟ้าแล้ว เครื่องจักรอุตสาหกรรมยังอาจมี ระบบไฮดรอลิกและระบบอัดอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่มีแรงดันและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากเกิดการรั่ว แตก หรือทำงานผิดปกติ

การตรวจสอบเบื้องต้นสามารถสังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น

  • น้ำมันไฮดรอลิกรั่ว
  • ท่อมีรอยแตก
  • ข้อต่อหลวม
  • เสียงผิดปกติ
  • แรงดันผิดปกติ
  • กระบอกสูบทำงานผิดปกติ
  • มีลมรั่ว
  • อุปกรณ์มีการสั่นผิดปกติ

การตรวจสอบไม่ควรใช้เพียงการมองด้วยตาเท่านั้น แต่ควรปฏิบัติตามวิธีการตรวจสอบที่กำหนดสำหรับเครื่องจักรแต่ละชนิด

หากพบความผิดปกติ ควรหยุดเครื่องและดำเนินการตามขั้นตอนการบำรุงรักษา โดยเฉพาะก่อนเข้าไปซ่อมแซมบริเวณที่อาจมีแรงดันหรือพลังงานสะสม

8. มีสติเมื่อต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ลื่น

พื้นที่ลื่นจากน้ำ น้ำมัน หรือสารอื่น ๆ เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม

พื้นบริเวณรอบเครื่องจักรอาจมีน้ำมันหล่อลื่น น้ำ น้ำยาทำความสะอาด หรือของเหลวจากกระบวนการผลิต หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม อาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานลื่นล้มและได้รับบาดเจ็บ

ดังนั้นควร

  • รักษาพื้นที่ทำงานให้สะอาด
  • เช็ดหรือจัดการของเหลวที่หกทันที
  • ใช้ป้ายเตือนเมื่อพื้นเปียก
  • จัดเก็บน้ำมันและสารต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
  • สวมรองเท้านิรภัยที่เหมาะสม
  • ไม่เดินหรือวิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

โดยเฉพาะบริเวณที่มีเครื่องจักร หากเกิดการลื่นแล้วเสียหลักเข้าไปใกล้เครื่องจักร อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงกว่าการลื่นล้มทั่วไป

9. ระวังพลังงานตกค้างในเครื่องจักร

สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานและช่างซ่อมบำรุงควรเข้าใจคือ เครื่องจักรที่ปิดอยู่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีพลังงานเหลืออยู่เสมอไป

เครื่องจักรบางประเภทอาจมีพลังงานสะสมจากหลายรูปแบบ เช่น

  • พลังงานไฟฟ้า
  • พลังงานกล
  • พลังงานจากแรงดัน
  • พลังงานจากระบบไฮดรอลิก
  • พลังงานจากระบบนิวแมติก
  • พลังงานจากสปริง
  • พลังงานจากชิ้นส่วนที่อยู่ในตำแหน่งสูง

หากช่างหรือผู้ปฏิบัติงานเข้าไปซ่อมโดยไม่ได้ควบคุมพลังงานเหล่านี้อย่างเหมาะสม อาจเกิดการเคลื่อนที่โดยไม่คาดคิด หรือเกิดการปล่อยพลังงานอย่างกะทันหัน

ดังนั้นก่อนดำเนินงานซ่อมบำรุงหรือเข้าไปในจุดอันตราย ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการควบคุมพลังงานของสถานประกอบการ เช่น การตัดแยกแหล่งพลังงาน การล็อกและติดป้ายตามขั้นตอนที่กำหนด และตรวจสอบให้มั่นใจว่าเครื่องจักรอยู่ในสภาวะปลอดภัยก่อนเริ่มงาน

10. สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือ PPE

ข้อสุดท้ายที่สำคัญคือ การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือ PPE ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

PPE ไม่ได้มีรูปแบบเดียวสำหรับทุกงาน แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยง เช่น

  • หมวกนิรภัย
  • แว่นตานิรภัย
  • หน้ากากหรืออุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ
  • ถุงมือนิรภัย
  • รองเท้านิรภัย
  • อุปกรณ์ป้องกันเสียง
  • เสื้อสะท้อนแสง
  • อุปกรณ์ป้องกันใบหน้า
  • อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง

ก่อนเริ่มงานควรตรวจสอบ PPE ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และควรสวมใส่อย่างถูกวิธี

อย่างไรก็ตาม PPE เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมความเสี่ยง ไม่ควรนำมาใช้แทนการควบคุมอันตรายที่ต้นเหตุ เช่น การติดตั้ง Guard การกั้นพื้นที่ หรือการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ปลอดภัยขึ้น

ทำไมความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักรจึงสำคัญกับโรงงาน?

การจัดการด้าน ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ป้องกันการบาดเจ็บของพนักงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโรงงานโดยรวม

เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากเครื่องจักร อาจเกิดผลกระทบหลายด้าน เช่น

1. กระทบต่อพนักงาน
อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและต้องหยุดงาน รวมถึงส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานและทีมงาน

2. กระทบต่อเครื่องจักร
เครื่องจักรอาจเกิดความเสียหาย ต้องหยุดเพื่อซ่อมแซม และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

3. กระทบต่อกระบวนการผลิต
หากเครื่องจักรสำคัญต้องหยุดทำงาน อาจส่งผลต่อกำลังการผลิตและกำหนดส่งมอบสินค้า

4. กระทบต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจทำให้ต้องตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมถึงมาตรการควบคุมความเสี่ยง

ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในทุกระดับขององค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักรก็เป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัย

นอกจากพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานแล้ว การบำรุงรักษาเครื่องจักร ก็มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัย

เครื่องจักรที่ใช้งานต่อเนื่องอาจเกิดการสึกหรอของชิ้นส่วน ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม ระบบไฮดรอลิก ระบบลม หรืออุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ

การตรวจสอบตามระยะจึงช่วยให้สามารถค้นหาความผิดปกติได้ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

ตัวอย่างสิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • เสียงผิดปกติ
  • แรงสั่นสะเทือน
  • น้ำมันรั่ว
  • ระบบไฟฟ้า
  • สายไฟ
  • ระบบควบคุม
  • ฝาครอบเครื่องจักร
  • Guard
  • Emergency Stop
  • ระบบไฮดรอลิก
  • ระบบนิวแมติก
  • จุดหล่อลื่น
  • สภาพโครงสร้างเครื่องจักร

หากพบความผิดปกติ ควรบันทึกและดำเนินการแก้ไขตามระบบบำรุงรักษาของโรงงาน

หากต้องเคลื่อนย้าย ติดตั้ง หรือซ่อมเครื่องจักร ต้องวางแผนความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน

นอกจากการใช้งานเครื่องจักรตามปกติแล้ว งาน ขนย้ายเครื่องจักร ติดตั้งเครื่องจักร ถอดถอนเครื่องจักร และซ่อมบำรุงเครื่องจักร ก็เป็นงานที่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

ก่อนเริ่มงานควรประเมินลักษณะของเครื่องจักร น้ำหนัก ขนาด จุดยก เส้นทางการเคลื่อนย้าย พื้นที่ปฏิบัติงาน รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะใช้

การทำงานควรมีการแบ่งหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานอย่างชัดเจน และควบคุมพื้นที่ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในบริเวณปฏิบัติงาน

สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรขนาดใหญ่ การเลือกใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์และมีอุปกรณ์เหมาะสมกับลักษณะงานสามารถช่วยให้การดำเนินงานเป็นระบบมากขึ้น

หจก. เอส.ที.เมนเทนแนนส์ แอนด์เซอร์วิส

S.T. Maintenance And Service ให้บริการงานเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

หจก. เอส.ที.เมนเทนแนนส์ แอนด์ เซอร์วิส ให้บริการด้านเครื่องจักรและงานสนับสนุนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบและคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

บริการครอบคลุมงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร เช่น

  • รับขนย้ายและเคลื่อนย้ายเครื่องจักร
  • รับติดตั้งเครื่องจักร
  • งานซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • งานซ่อมเครื่องจักรในโรงงาน
  • งานทำความสะอาดเครื่องจักร
  • งานเหล็กและงานเชื่อม
  • งานประกอบ
  • งานระบบไฟฟ้า
  • งานระบบท่อลม
  • งานท่อน้ำ
  • งานท่อน้ำมัน
  • งานแมชชีนและงานตามแบบ
  • งานจัดหาแรงงานทั่วไป

สำหรับโรงงานที่มีแผน ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ ย้ายเครื่องจักร ปรับปรุงพื้นที่การผลิต หรือซ่อมบำรุงเครื่องจักร การวางแผนงานตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละพื้นที่และเครื่องจักรมีข้อจำกัดแตกต่างกัน

ทีมงานจึงควรสำรวจหน้างาน ทำความเข้าใจลักษณะของเครื่องจักร และวางแผนขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง

สรุป 10 ข้อความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร

เพื่อให้จดจำได้ง่าย สามารถสรุป 10 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร ได้ดังนี้

1. อบรมการใช้งาน
ต้องผ่านการอบรมและเข้าใจวิธีใช้งานเครื่องจักรก่อนเริ่มงาน

2. รู้จักระบบหยุดฉุกเฉิน
รู้ตำแหน่งและวิธีใช้ Emergency Stop เมื่อเกิดเหตุผิดปกติ

3. ปฏิบัติตามป้ายเตือน
อ่านและปฏิบัติตามสัญลักษณ์และป้ายความปลอดภัย

4. ระวังความร้อนและแสงไฟ
ตรวจสอบพื้นที่ที่มีความร้อนหรือแสงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

5. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันจุดอันตราย
ห้ามถอดหรือดัดแปลง Guard โดยไม่ได้รับอนุญาต

6. ระวังอันตรายจากไฟฟ้า
ไม่สัมผัสหรือซ่อมระบบไฟฟ้าที่ไม่มีความรู้หรือไม่ได้รับมอบหมาย

7. ตรวจสอบระบบไฮดรอลิกและอัดอากาศ
สังเกตการรั่วซึม เสียง และความผิดปกติของระบบ

8. ระวังพื้นที่ลื่น
จัดการน้ำ น้ำมัน และของเหลวที่หกให้เหมาะสม

9. ระวังพลังงานตกค้าง
ก่อนซ่อมเครื่องจักรต้องควบคุมและแยกแหล่งพลังงานตามขั้นตอนที่กำหนด

10. สวม PPE
เลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับงาน

เพราะความปลอดภัยของเครื่องจักร เริ่มต้นก่อนลงมือทำงาน

การทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน ช่างซ่อมบำรุง ผู้ควบคุมเครื่องจักร และผู้ประกอบการ

สิ่งสำคัญคือ ไม่ประมาท ไม่ข้ามขั้นตอน และไม่ละเลยสัญญาณความผิดปกติ

หากพบว่าเครื่องจักรมีเสียงผิดปกติ มีการสั่นสะเทือน มีน้ำมันรั่ว ระบบไฟฟ้าผิดปกติ Guard ชำรุด หรืออุปกรณ์ความปลอดภัยไม่พร้อมใช้งาน ควรหยุดและแจ้งผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตรวจสอบ

เพราะอุบัติเหตุจากเครื่องจักรบางครั้งอาจเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจยาวนานกว่านั้นมาก

S.T. Maintenance And Service พร้อมให้บริการงานด้านเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่งานขนย้าย ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ถอดถอน งานระบบ และงานสนับสนุนด้านวิศวกรรม เพื่อช่วยให้การดำเนินงานของโรงงานเป็นไปอย่างเป็นระบบ

เราพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งสู่ความสำเร็จของบริษัทท่าน

ติดต่อสอบถามบริการ
โทร. 038-195191
อีเมล: s.t.maintenance@hotmail.com

ติดต่อเรา

ต้องการติดตั้ง เคลื่อนย้าย หรือซ่อมบำรุงเครื่องจักร ใช่หรือไม่

ทีมงานของเราพร้อมดูแลและให้คำปรึกษา พร้อมเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ สามารถติดต่อเราได้ง่าย ๆ โดยฝากข้อมูลของท่านที่ช่องทางด้านล่างนี้ เรายินดีให้บริการและตอบกลับท่านโดยเร็วที่สุด

ส่งข้อความถึงเรา

กรอกข้อมูลและรายละเอียดโครงการ ทีมงานของเราจะติดต่อกลับ เพื่อให้คำปรึกษา และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับคุณ







    ช่องทางการติดต่อ

    ติดต่อเราได้ในทุกช่องทางที่ทคุณสะดวก

    โทรศัพท์

    038-195191, 085-4879797 , 082-4707711​, 082-2989147

    Facebook

    S.T. Maintenance and Service

    อีเมล

    s.t.maintenance@hotmail.com

    เวลาทำการ

    จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 17:00

    ที่อยู่

    13/66 หมู่ 3 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี 20000

    ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เมนเทนแนนส์ แอนด์ เซอร์วิส

    เลขที่ผู้เสียภาษี 0203549006886

    13/66 หมู่ 3 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี 20000

    Copyright 2026 © Maryjxnes . All Rights Reserved