สอบถามเพิ่มเติม โทร 038-195191

6 วิธีดูแลเครื่องจักรหลังน้ำท่วม

น้ำท่วมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างความเสียหายให้กับเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเครื่องจักร ชิ้นส่วนโลหะ ระบบหล่อลื่น มอเตอร์ไฟฟ้า หรือระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ความชื้น โคลน ตะกอน และสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ภายในเครื่องจักร อาจทำให้เกิดสนิม การกัดกร่อน และความเสียหายต่ออุปกรณ์ในระยะยาวได้

ดังนั้น การทำความสะอาดเครื่องจักรหลังน้ำท่วม จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่โรงงานไม่ควรมองข้าม เพราะหากดำเนินการอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายเพิ่มเติม และช่วยให้การตรวจสอบ ซ่อมแซม และฟื้นฟูเครื่องจักรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรที่ถูกน้ำท่วมไม่ควรนำกลับมาใช้งานทันทีหลังทำความสะอาดเสร็จ โดยเฉพาะเครื่องจักรที่มีระบบไฟฟ้า มอเตอร์ หรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบจากช่างผู้เชี่ยวชาญก่อนจ่ายไฟและเริ่มเดินเครื่องอีกครั้ง

1. ข้อควรระวังก่อนทำความสะอาดเครื่องจักรหลังน้ำท่วม

หลังจากระดับน้ำลดลงแล้ว สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการไม่ใช่การเปิดเครื่องจักรเพื่อทดสอบการทำงาน แต่เป็นการตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่และตัดแยกแหล่งพลังงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง

ห้ามเปิดสวิตช์หรือจ่ายไฟให้เครื่องจักรที่ถูกน้ำท่วมโดยเด็ดขาด เพราะความชื้นที่ตกค้างภายในอุปกรณ์อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟฟ้าช็อต หรือทำให้อุปกรณ์ควบคุมเสียหายได้ แม้ภายนอกเครื่องจักรจะแห้งแล้วก็ตาม

ก่อนเริ่มดำเนินงาน ควรปฏิบัติดังนี้

  • ตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่ รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำขัง โครงสร้างเสียหาย และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อาจยังมีกระแสไฟฟ้า
  • ให้ช่างผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมตัดแยกแหล่งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานอื่น ๆ พร้อมดำเนินการล็อกและติดป้ายแสดงสถานะตามขั้นตอน Lockout/Tagout (LOTO)
  • ตรวจสอบสภาพเครื่องจักรเบื้องต้น เพื่อประเมินระดับน้ำที่ท่วมถึงและส่วนประกอบที่ได้รับผลกระทบ
  • เตรียมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสารทำความสะอาดที่จะใช้

หากพบว่าเครื่องจักรมีความเสียหายรุนแรง หรือไม่สามารถระบุความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน ควรให้ทีมวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงเข้าตรวจสอบก่อนเริ่มงาน

2. การทำความสะอาดเครื่องจักรส่วนภายนอก

เครื่องจักรส่วนภายนอกประกอบด้วยฝาครอบเครื่องจักร (Cover) โครงสร้างเครื่องจักร ฐานเครื่องจักร พื้นผิวที่มีสีเคลือบ กระจก และชิ้นส่วนพลาสติกต่าง ๆ แม้จะไม่ใช่ส่วนที่สัมผัสกับกระบวนการทำงานโดยตรง แต่หากปล่อยให้มีโคลนและความชื้นตกค้างเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้สีหลุดล่อน เกิดสนิม หรือทำให้สิ่งสกปรกสะสมเข้าสู่ชิ้นส่วนภายในได้

ขั้นตอนการทำความสะอาดมีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้าง

นำโคลน เศษดิน เศษหญ้า ตะกอน และสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่บริเวณเครื่องจักรออกก่อน โดยใช้แปรงหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกกระจายเข้าไปยังชิ้นส่วนที่มีความละเอียดอ่อน

ขั้นตอนที่ 2 ทำความสะอาดพื้นผิวเครื่องจักร

ใช้ผ้าทำความสะอาดและน้ำยาที่เหมาะสมกับวัสดุของเครื่องจักร โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสีเคลือบ พลาสติก ซีลยาง หรือชิ้นส่วนอื่น ๆ

ไม่ควรฉีดน้ำโดยตรงเข้าไปในตู้ควบคุมไฟฟ้า แผงวงจร มอเตอร์ ช่องระบายอากาศ และบริเวณที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ขั้นตอนที่ 3 เช็ดและทำให้พื้นผิวแห้ง

หลังทำความสะอาด ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำและความชื้นออกให้หมด พร้อมตรวจสอบรอยแตกร้าว สีหลุดล่อน และความเสียหายของโครงสร้าง หากพบจุดที่มีสนิมหรือผิวเคลือบเสียหาย ควรบันทึกไว้เพื่อดำเนินการซ่อมแซมต่อไป

3. การทำความสะอาดเครื่องจักรส่วนภายใน

เครื่องจักรส่วนภายในเป็นบริเวณที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีชิ้นส่วนที่ต้องอาศัยความแม่นยำในการทำงาน เช่น เพลา เฟือง แม่พิมพ์ กระบอกสูบ บอลสกรู (Ball Screw) รางเลื่อน (Slide Way) และชิ้นส่วนโลหะที่ไม่มีสีเคลือบป้องกัน

เมื่อน้ำท่วมเข้าสู่บริเวณเหล่านี้ ตะกอนและสิ่งสกปรกอาจเข้าไปสะสมในช่องว่างของชิ้นส่วน ส่งผลต่อการเคลื่อนที่ ความแม่นยำ และประสิทธิภาพของระบบหล่อลื่น

ขั้นตอนที่ 1 กำจัดโคลนและตะกอนภายในเครื่องจักร

เปิดฝาครอบหรือถอดชิ้นส่วนเฉพาะเท่าที่จำเป็นตามคู่มือและขั้นตอนความปลอดภัย จากนั้นนำโคลน ตะกอน และสิ่งแปลกปลอมออกอย่างระมัดระวัง

หากเป็นชิ้นส่วนที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผิวสัมผัสและค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นส่วน

ขั้นตอนที่ 2 เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดให้เหมาะสม

เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องจักรที่สามารถกำจัดคราบน้ำมัน คราบจาระบี และสิ่งสกปรกได้ โดยต้องพิจารณาความเข้ากันได้กับวัสดุของชิ้นส่วน รวมถึงข้อกำหนดจากผู้ผลิตเครื่องจักร

ไม่ควรใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง หรือใช้น้ำฉีดล้างชิ้นส่วนโดยไม่ประเมินความเสี่ยง เพราะอาจทำให้ผิวโลหะเสียหายและทำให้ความชื้นเข้าไปสะสมในบริเวณที่ยากต่อการทำให้แห้ง

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบและกำจัดสนิม

หากพบสนิมบนพื้นผิวโลหะ ควรประเมินความรุนแรงก่อนดำเนินการกำจัดสนิม สำหรับพื้นผิวทั่วไปอาจใช้วัสดุขัดที่เหมาะสม แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนหรือทำลายผิวสัมผัส

สำหรับเพลา บอลสกรู รางเลื่อน แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำสูง ไม่ควรใช้กระดาษทรายหรือแผ่นขัดโดยพลการ เพราะอาจส่งผลต่อขนาดและประสิทธิภาพการทำงาน ควรให้ช่างประเมินวิธีฟื้นฟูที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 4 ทำให้แห้งและป้องกันการเกิดสนิมซ้ำ

หลังทำความสะอาด ต้องกำจัดความชื้นออกจากพื้นผิวและซอกมุมต่าง ๆ อย่างทั่วถึง จากนั้นจึงใช้สารป้องกันสนิมหรือน้ำมันปกป้องพื้นผิวที่เหมาะกับชนิดของโลหะและลักษณะการใช้งาน

ในส่วนที่ต้องมีการหล่อลื่น ควรเติมหรือเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นและจาระบีตามข้อกำหนดของผู้ผลิต โดยเฉพาะกรณีที่น้ำท่วมเข้าไปปะปนในระบบหล่อลื่น ซึ่งอาจต้องถ่ายของเหลวเดิมออกและตรวจสอบระบบก่อนใช้งาน

ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบสีเคลือบและผิวโลหะ

ชิ้นส่วนเหล็กหรือโลหะที่จมน้ำเป็นเวลานานอาจเกิดสนิม สีพอง หรือผิวเคลือบหลุดล่อน หากพบความเสียหาย ควรเตรียมพื้นผิวและเลือกใช้ระบบสีป้องกันสนิมที่เหมาะสม

ไม่ควรทาสีทับสนิมหรือความชื้นที่ยังตกค้าง เพราะอาจทำให้การกัดกร่อนดำเนินต่อไปภายใต้ชั้นสี และทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเพิ่มเติมในอนาคต

4. การตรวจสอบและทำความสะอาดระบบไฟฟ้าและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์

ระบบไฟฟ้าและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนสำคัญของเครื่องจักร เนื่องจากทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์ เซนเซอร์ ระบบขับเคลื่อน และอุปกรณ์อัตโนมัติต่าง ๆ

น้ำท่วมอาจทิ้งคราบตะกอน เกลือ และสารปนเปื้อนที่ทำให้เกิดการกัดกร่อน แม้จะกำจัดน้ำออกไปแล้ว แต่สิ่งตกค้างเหล่านี้ยังสามารถทำให้วงจรไฟฟ้าขัดข้องได้

แนวทางการดูแลมีดังนี้

  • ห้ามจ่ายไฟเพื่อทดสอบเครื่องจักรทันที แม้แผงวงจรจะดูแห้งแล้วก็ตาม
  • ให้ช่างไฟฟ้าหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบตู้ควบคุม สายไฟ ขั้วต่อ มอเตอร์ เซนเซอร์ และอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า
  • เลือกวิธีทำความสะอาดที่ผู้ผลิตอนุญาต และใช้สารทำความสะอาดสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับวัสดุของแผงวงจร
  • ไม่ควรใช้ลมเป่าเพียงอย่างเดียวเพื่อสรุปว่าแผงวงจรสะอาดและแห้ง เพราะอาจยังมีคราบปนเปื้อนหรือความชื้นตกค้างอยู่
  • การใช้ลมแห้งหรืออุปกรณ์อบแห้งต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ผลิต เนื่องจากความร้อนที่สูงเกินไปอาจทำให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เสียหาย

สำหรับแผงวงจรที่จมน้ำ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเสียหายและเลือกวิธีฟื้นฟูที่เหมาะสม การฉีดน้ำยาไล่ความชื้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันได้ว่าแผงวงจรจะกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย

5. อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำความสะอาดเครื่องจักรหลังน้ำท่วม

การเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสมจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของเครื่องจักร โดยอุปกรณ์ที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าทำความสะอาดที่ไม่ทิ้งเศษใย
  • แปรงทำความสะอาดและอุปกรณ์กำจัดตะกอน
  • น้ำยาทำความสะอาดเครื่องจักรที่เหมาะสมกับวัสดุ
  • น้ำยาสำหรับทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามข้อกำหนดของผู้ผลิต
  • อุปกรณ์เป่าลมแห้งหรืออุปกรณ์ทำให้แห้งที่เหมาะสม
  • น้ำมันหล่อลื่นและจาระบีตามชนิดที่กำหนด
  • ผลิตภัณฑ์ป้องกันสนิมและวัสดุซ่อมแซมผิวเคลือบ
  • เครื่องมือสำหรับตรวจสอบสภาพทางกลและระบบไฟฟ้าโดยผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม
  • อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) เช่น ถุงมือ แว่นตานิรภัย รองเท้าบู๊ต และอุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจตามความเสี่ยงของงาน

ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทุกชนิดกับเครื่องจักรทุกประเภท ควรเลือกตามสภาพความเสียหายและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของแต่ละงาน

6. หลังทำความสะอาดแล้ว ต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนนำเครื่องจักรกลับมาใช้งาน

การทำความสะอาดเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการฟื้นฟูเครื่องจักรหลังน้ำท่วมเท่านั้น ก่อนเริ่มเดินเครื่องจำเป็นต้องตรวจสอบความพร้อมของระบบต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

รายการตรวจสอบที่สำคัญ ได้แก่

  1. โครงสร้างและชิ้นส่วนทางกล ตรวจสอบการกัดกร่อน การบิดงอ การติดขัด และความเสียหายของชิ้นส่วน
  2. ระบบหล่อลื่น ตรวจสอบน้ำมันและจาระบีว่ามีน้ำหรือสิ่งปนเปื้อนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบจุดหล่อลื่นตามคู่มือ
  3. ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบความเสียหายของสายไฟ ขั้วต่อ มอเตอร์ และแผงวงจร โดยผู้เชี่ยวชาญ
  4. ระบบควบคุมและอุปกรณ์นิรภัย ตรวจสอบเซนเซอร์ สวิตช์หยุดฉุกเฉิน ระบบอินเตอร์ล็อก และอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ
  5. การทดสอบก่อนเดินเครื่อง ดำเนินการตรวจวัดและทดสอบตามข้อกำหนดของผู้ผลิตและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ก่อนอนุญาตให้นำเครื่องจักรกลับมาใช้งาน

หากพบความเสียหายที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยหรือความแม่นยำในการผลิต ควรซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนเริ่มกระบวนการผลิตตามปกติ

ข้อควรระวังในการทำความสะอาดเครื่องจักรหลังน้ำท่วม

เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรเสียหายมากขึ้น ควรให้ความสำคัญกับข้อควรระวังต่อไปนี้

  • ห้ามเปิดสวิตช์หรือจ่ายไฟให้เครื่องจักรที่ถูกน้ำท่วมก่อนผ่านการตรวจสอบ
  • ห้ามฉีดน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดเข้าไปในแผงวงจรและอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยตรง
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะกับวัสดุของเครื่องจักร
  • ไม่ควรขัดสนิมบนชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำโดยไม่มีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ไม่ควรปล่อยให้ชิ้นส่วนโลหะเปียกชื้นเป็นเวลานาน เพราะจะเพิ่มโอกาสการเกิดสนิม
  • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับลักษณะงานทุกครั้ง
  • หากมีการใช้สารเคมีหรืออุปกรณ์อบแห้ง ควรปฏิบัติตามเอกสารความปลอดภัยและคำแนะนำของผู้ผลิต

การดำเนินงานภายใต้การดูแลของช่างซ่อมบำรุง วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ จะช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายซ้ำและทำให้การฟื้นฟูเครื่องจักรเป็นไปอย่างเหมาะสม

สรุป การดูแลเครื่องจักรหลังน้ำท่วมช่วยลดความเสียหายและยืดอายุการใช้งาน

การทำความสะอาดเครื่องจักรหลังน้ำท่วมไม่ใช่เพียงการกำจัดโคลนหรือคราบสกปรกออกจากพื้นผิวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตรวจสอบความเสียหาย การป้องกันสนิม การฟื้นฟูระบบหล่อลื่น และการตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างปลอดภัย

โรงงานอุตสาหกรรม จึงควรวางแผนฟื้นฟูเครื่องจักรอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การตัดแยกพลังงาน การทำความสะอาดส่วนภายนอกและภายใน ไปจนถึงการตรวจสอบและทดสอบก่อนนำกลับมาใช้งาน โดยไม่ควรเร่งเปิดเครื่องเพียงเพราะน้ำลดหรือพื้นผิวแห้งแล้ว

S.T. Maintenance And Service ให้ความสำคัญกับงานติดตั้ง บำรุงรักษา และบริการด้านเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้เครื่องจักร พร้อมสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวทางที่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัย

เมื่อเกิดน้ำท่วม การประเมินความเสียหายและเลือกวิธีฟื้นฟูเครื่องจักรอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการซ่อมแซมซ้ำ และช่วยให้โรงงานกลับมาดำเนินงานได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ติดต่อเรา

ต้องการติดตั้ง เคลื่อนย้าย หรือซ่อมบำรุงเครื่องจักร ใช่หรือไม่

ทีมงานของเราพร้อมดูแลและให้คำปรึกษา พร้อมเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ สามารถติดต่อเราได้ง่าย ๆ โดยฝากข้อมูลของท่านที่ช่องทางด้านล่างนี้ เรายินดีให้บริการและตอบกลับท่านโดยเร็วที่สุด

ส่งข้อความถึงเรา

กรอกข้อมูลและรายละเอียดโครงการ ทีมงานของเราจะติดต่อกลับ เพื่อให้คำปรึกษา และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับคุณ







    ช่องทางการติดต่อ

    ติดต่อเราได้ในทุกช่องทางที่ทคุณสะดวก

    โทรศัพท์

    038-195191, 085-4879797 , 082-4707711​, 082-2989147

    Facebook

    S.T. Maintenance and Service

    อีเมล

    s.t.maintenance@hotmail.com

    เวลาทำการ

    จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 17:00

    ที่อยู่

    13/66 หมู่ 3 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี 20000

    ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เมนเทนแนนส์ แอนด์ เซอร์วิส

    เลขที่ผู้เสียภาษี 0203549006886

    13/66 หมู่ 3 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี 20000