เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการผลิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการทำงาน และรองรับการผลิตในปริมาณมาก แต่ในขณะเดียวกัน เครื่องจักรที่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว ระบบไฟฟ้า ความร้อน แรงดัน หรือพลังงานสะสม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้ หากใช้งานโดยขาดความรู้ ความระมัดระวัง หรือไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสม
ดังนั้น ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร จึงเป็นเรื่องที่โรงงาน ผู้ควบคุมเครื่องจักร ช่างซ่อมบำรุง และผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสียหายต่อเครื่องจักร ลดการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น
บทความนี้รวบรวม 10 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ปฏิบัติงานและสถานประกอบการได้ ตั้งแต่การอบรมก่อนใช้งาน การรู้จักระบบหยุดฉุกเฉิน การสังเกตป้ายเตือน ไปจนถึงการสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือ PPE

1. ต้องผ่านการอบรมก่อนใช้งานเครื่องจักร
หนึ่งในพื้นฐานสำคัญของ ความปลอดภัยในการใช้เครื่องจักร คือ ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับวิธีการใช้งานเครื่องจักรก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง
ไม่ควรให้พนักงานที่ยังไม่ผ่านการฝึกอบรม หรือยังไม่เข้าใจวิธีการทำงานของเครื่องจักร เข้าไปใช้งานโดยลำพัง เพราะเครื่องจักรแต่ละประเภทมีหลักการทำงาน จุดอันตราย และวิธีการควบคุมที่แตกต่างกัน
การอบรมควรครอบคลุมอย่างน้อย เช่น
- วิธีเปิดและปิดเครื่องจักร
- วิธีใช้งานเครื่องจักรอย่างถูกต้อง
- จุดที่มีการเคลื่อนไหวหรือหมุน
- จุดหนีบ จุดตัด และจุดอันตราย
- วิธีหยุดเครื่องจักรในกรณีฉุกเฉิน
- วิธีตัดแหล่งพลังงานก่อนซ่อมบำรุง
- การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
- การสวมใส่ PPE ที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ควรอนุญาตให้เฉพาะบุคลากรที่มีความรู้และได้รับมอบหมายเท่านั้นเข้าปฏิบัติงานกับเครื่องจักรประเภทนั้น ๆ
การมีความรู้ก่อนเริ่มงานช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่า “อะไรคือจุดอันตราย และควรทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในโรงงาน
2. รู้จักและใช้ปุ่มหยุดฉุกเฉินอย่างถูกต้อง
เครื่องจักรที่มีความเสี่ยงควรมีระบบหรืออุปกรณ์สำหรับหยุดการทำงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และผู้ปฏิบัติงานควรรู้ตำแหน่งและวิธีใช้งานอย่างชัดเจน
ปุ่มหยุดฉุกเฉิน หรือ Emergency Stop เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้สามารถหยุดการทำงานของเครื่องจักรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจจำเป็นต้องใช้ระบบหยุดฉุกเฉิน ได้แก่
- มีบุคคลเข้าใกล้บริเวณอันตรายโดยไม่ตั้งใจ
- เครื่องจักรทำงานผิดปกติ
- มีชิ้นส่วนหลุดหรือแตก
- เกิดเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
- เกิดเหตุที่อาจนำไปสู่การบาดเจ็บ
- พบความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหรือระบบควบคุม
ผู้ปฏิบัติงานควรทราบว่า ปุ่ม Emergency Stop อยู่ตรงไหน และต้องเข้าใจว่าหลังจากหยุดเครื่องแล้ว ไม่ควรรีบเข้าไปจับหรือแก้ไขชิ้นส่วนทันที เพราะเครื่องจักรบางชนิดอาจยังมีพลังงานตกค้างอยู่
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สิ่งสำคัญคือหยุดเครื่อง ควบคุมพื้นที่ และดำเนินการตามขั้นตอนความปลอดภัยของโรงงาน
3. สังเกตป้ายและสัญญาณเตือนก่อนเริ่มงาน
ป้ายความปลอดภัย ป้ายเตือน และสัญลักษณ์อันตราย มีหน้าที่สื่อสารความเสี่ยงให้ผู้ปฏิบัติงานทราบก่อนเข้าไปในพื้นที่หรือก่อนใช้งานเครื่องจักร
ป้ายเหล่านี้อาจใช้เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับ
- อันตรายจากเครื่องจักร
- อันตรายจากไฟฟ้า
- พื้นที่อุณหภูมิสูง
- จุดหมุนหรือชิ้นส่วนเคลื่อนไหว
- สารเคมี
- พื้นที่ห้ามเข้า
- พื้นที่ที่จำเป็นต้องสวม PPE
- พื้นที่ที่มีความเสี่ยงเฉพาะ
ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ผู้ปฏิบัติงานควรสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ รวมถึงอ่านและทำความเข้าใจกับป้ายเตือนต่าง ๆ
การละเลยป้ายเตือนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการ ปฏิบัติตามป้ายและสัญญาณเตือนอย่างเคร่งครัด จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดอุบัติเหตุจากเครื่องจักร

4. ระวังอันตรายจากความร้อนและแสงไฟ
เครื่องจักรในโรงงานบางประเภทอาจมีความร้อนสูง หรือมีแหล่งกำเนิดแสงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น กระบวนการเชื่อม งานโลหะ เตาหลอม เครื่องจักรที่มีอุณหภูมิสูง หรือพื้นที่ที่มีแสงจากกระบวนการผลิตเฉพาะ
ผู้ปฏิบัติงานควรศึกษาว่าเครื่องจักรหรือกระบวนการที่กำลังทำงานมีความเสี่ยงประเภทใด และเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
หากพบว่าบริเวณใดมีอุณหภูมิสูง ควรมีการติดตั้งป้ายเตือนหรือกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณดังกล่าว
สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อน แสง หรือประกายไฟ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานที่สถานประกอบการกำหนด และใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามลักษณะของงาน
5. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันจุดอันตรายของเครื่องจักร
เครื่องจักรจำนวนมากมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว เช่น สายพาน เฟือง เพลา ใบมีด ลูกกลิ้ง จุดหนีบ หรือชิ้นส่วนที่หมุนด้วยความเร็วสูง
หากผู้ปฏิบัติงานเข้าใกล้ชิ้นส่วนเหล่านี้โดยไม่มีการป้องกัน อาจเกิดการหนีบ ดึง ตัด กระแทก หรือเกี่ยวร่างกายและเสื้อผ้าได้
ดังนั้นควรมี อุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร หรือ Machine Guard ที่เหมาะสมกับเครื่องจักรแต่ละประเภท
ตัวอย่างอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่
- ฝาครอบชิ้นส่วนที่หมุน
- รั้วกั้นพื้นที่อันตราย
- ฝาครอบสายพาน
- ตะแกรงป้องกัน
- อุปกรณ์ Interlock
- อุปกรณ์ตรวจจับหรือระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
ไม่ควรถอด ดัดแปลง หรือทำให้อุปกรณ์ป้องกันทำงานผิดไปจากการออกแบบเพียงเพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงาน
หากพบว่า Guard ชำรุด หลุด หรือใช้งานไม่ได้ ควรหยุดใช้งานและแจ้งผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการแก้ไข
6. ระมัดระวังไฟฟ้าแรงสูงและอันตรายจากระบบไฟฟ้า
เครื่องจักรอุตสาหกรรมจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ระบบไฟฟ้าในการควบคุมและขับเคลื่อน ดังนั้น ความปลอดภัยด้านไฟฟ้าในโรงงาน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
ผู้ปฏิบัติงานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสายไฟ ตู้ควบคุม หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความผิดปกติ และไม่ควรเปิดตู้ไฟหรือดำเนินการซ่อมระบบไฟฟ้า หากไม่ได้รับมอบหมายหรือไม่มีความรู้และคุณสมบัติที่เหมาะสมกับงานนั้น
สำหรับงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร ควรมีการควบคุมแหล่งพลังงานก่อนเริ่มงานตามขั้นตอนที่สถานประกอบการกำหนด
สิ่งที่ควรตรวจสอบ เช่น
- สภาพสายไฟ
- ตู้ควบคุม
- จุดเชื่อมต่อ
- อุปกรณ์ป้องกัน
- สัญญาณเตือน
- ระบบสายดิน
- อุปกรณ์ตัดวงจร
หากพบสายไฟชำรุด มีกลิ่นไหม้ มีรอยไหม้ มีประกายไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ควรหยุดใช้งานและแจ้งผู้รับผิดชอบทันที

7. ตรวจสอบระบบไฮดรอลิกและระบบอัดอากาศ
นอกจากระบบไฟฟ้าแล้ว เครื่องจักรอุตสาหกรรมยังอาจมี ระบบไฮดรอลิกและระบบอัดอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่มีแรงดันและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากเกิดการรั่ว แตก หรือทำงานผิดปกติ
การตรวจสอบเบื้องต้นสามารถสังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น
- น้ำมันไฮดรอลิกรั่ว
- ท่อมีรอยแตก
- ข้อต่อหลวม
- เสียงผิดปกติ
- แรงดันผิดปกติ
- กระบอกสูบทำงานผิดปกติ
- มีลมรั่ว
- อุปกรณ์มีการสั่นผิดปกติ
การตรวจสอบไม่ควรใช้เพียงการมองด้วยตาเท่านั้น แต่ควรปฏิบัติตามวิธีการตรวจสอบที่กำหนดสำหรับเครื่องจักรแต่ละชนิด
หากพบความผิดปกติ ควรหยุดเครื่องและดำเนินการตามขั้นตอนการบำรุงรักษา โดยเฉพาะก่อนเข้าไปซ่อมแซมบริเวณที่อาจมีแรงดันหรือพลังงานสะสม
8. มีสติเมื่อต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ลื่น
พื้นที่ลื่นจากน้ำ น้ำมัน หรือสารอื่น ๆ เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม
พื้นบริเวณรอบเครื่องจักรอาจมีน้ำมันหล่อลื่น น้ำ น้ำยาทำความสะอาด หรือของเหลวจากกระบวนการผลิต หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม อาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานลื่นล้มและได้รับบาดเจ็บ
ดังนั้นควร
- รักษาพื้นที่ทำงานให้สะอาด
- เช็ดหรือจัดการของเหลวที่หกทันที
- ใช้ป้ายเตือนเมื่อพื้นเปียก
- จัดเก็บน้ำมันและสารต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
- สวมรองเท้านิรภัยที่เหมาะสม
- ไม่เดินหรือวิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
โดยเฉพาะบริเวณที่มีเครื่องจักร หากเกิดการลื่นแล้วเสียหลักเข้าไปใกล้เครื่องจักร อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงกว่าการลื่นล้มทั่วไป
9. ระวังพลังงานตกค้างในเครื่องจักร
สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานและช่างซ่อมบำรุงควรเข้าใจคือ เครื่องจักรที่ปิดอยู่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีพลังงานเหลืออยู่เสมอไป
เครื่องจักรบางประเภทอาจมีพลังงานสะสมจากหลายรูปแบบ เช่น
- พลังงานไฟฟ้า
- พลังงานกล
- พลังงานจากแรงดัน
- พลังงานจากระบบไฮดรอลิก
- พลังงานจากระบบนิวแมติก
- พลังงานจากสปริง
- พลังงานจากชิ้นส่วนที่อยู่ในตำแหน่งสูง
หากช่างหรือผู้ปฏิบัติงานเข้าไปซ่อมโดยไม่ได้ควบคุมพลังงานเหล่านี้อย่างเหมาะสม อาจเกิดการเคลื่อนที่โดยไม่คาดคิด หรือเกิดการปล่อยพลังงานอย่างกะทันหัน
ดังนั้นก่อนดำเนินงานซ่อมบำรุงหรือเข้าไปในจุดอันตราย ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการควบคุมพลังงานของสถานประกอบการ เช่น การตัดแยกแหล่งพลังงาน การล็อกและติดป้ายตามขั้นตอนที่กำหนด และตรวจสอบให้มั่นใจว่าเครื่องจักรอยู่ในสภาวะปลอดภัยก่อนเริ่มงาน
10. สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือ PPE
ข้อสุดท้ายที่สำคัญคือ การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือ PPE ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน
PPE ไม่ได้มีรูปแบบเดียวสำหรับทุกงาน แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยง เช่น
- หมวกนิรภัย
- แว่นตานิรภัย
- หน้ากากหรืออุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ
- ถุงมือนิรภัย
- รองเท้านิรภัย
- อุปกรณ์ป้องกันเสียง
- เสื้อสะท้อนแสง
- อุปกรณ์ป้องกันใบหน้า
- อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง
ก่อนเริ่มงานควรตรวจสอบ PPE ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และควรสวมใส่อย่างถูกวิธี
อย่างไรก็ตาม PPE เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมความเสี่ยง ไม่ควรนำมาใช้แทนการควบคุมอันตรายที่ต้นเหตุ เช่น การติดตั้ง Guard การกั้นพื้นที่ หรือการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ปลอดภัยขึ้น
ทำไมความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักรจึงสำคัญกับโรงงาน?
การจัดการด้าน ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ป้องกันการบาดเจ็บของพนักงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโรงงานโดยรวม
เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากเครื่องจักร อาจเกิดผลกระทบหลายด้าน เช่น
1. กระทบต่อพนักงาน
อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและต้องหยุดงาน รวมถึงส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานและทีมงาน
2. กระทบต่อเครื่องจักร
เครื่องจักรอาจเกิดความเสียหาย ต้องหยุดเพื่อซ่อมแซม และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
3. กระทบต่อกระบวนการผลิต
หากเครื่องจักรสำคัญต้องหยุดทำงาน อาจส่งผลต่อกำลังการผลิตและกำหนดส่งมอบสินค้า
4. กระทบต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจทำให้ต้องตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมถึงมาตรการควบคุมความเสี่ยง
ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในทุกระดับขององค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักรก็เป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัย
นอกจากพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานแล้ว การบำรุงรักษาเครื่องจักร ก็มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัย
เครื่องจักรที่ใช้งานต่อเนื่องอาจเกิดการสึกหรอของชิ้นส่วน ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม ระบบไฮดรอลิก ระบบลม หรืออุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ
การตรวจสอบตามระยะจึงช่วยให้สามารถค้นหาความผิดปกติได้ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่
ตัวอย่างสิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- เสียงผิดปกติ
- แรงสั่นสะเทือน
- น้ำมันรั่ว
- ระบบไฟฟ้า
- สายไฟ
- ระบบควบคุม
- ฝาครอบเครื่องจักร
- Guard
- Emergency Stop
- ระบบไฮดรอลิก
- ระบบนิวแมติก
- จุดหล่อลื่น
- สภาพโครงสร้างเครื่องจักร
หากพบความผิดปกติ ควรบันทึกและดำเนินการแก้ไขตามระบบบำรุงรักษาของโรงงาน
หากต้องเคลื่อนย้าย ติดตั้ง หรือซ่อมเครื่องจักร ต้องวางแผนความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน
นอกจากการใช้งานเครื่องจักรตามปกติแล้ว งาน ขนย้ายเครื่องจักร ติดตั้งเครื่องจักร ถอดถอนเครื่องจักร และซ่อมบำรุงเครื่องจักร ก็เป็นงานที่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอย่างมาก
ก่อนเริ่มงานควรประเมินลักษณะของเครื่องจักร น้ำหนัก ขนาด จุดยก เส้นทางการเคลื่อนย้าย พื้นที่ปฏิบัติงาน รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะใช้
การทำงานควรมีการแบ่งหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานอย่างชัดเจน และควบคุมพื้นที่ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในบริเวณปฏิบัติงาน
สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรขนาดใหญ่ การเลือกใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์และมีอุปกรณ์เหมาะสมกับลักษณะงานสามารถช่วยให้การดำเนินงานเป็นระบบมากขึ้น

S.T. Maintenance And Service ให้บริการงานเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
หจก. เอส.ที.เมนเทนแนนส์ แอนด์ เซอร์วิส ให้บริการด้านเครื่องจักรและงานสนับสนุนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบและคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
บริการครอบคลุมงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร เช่น
- รับขนย้ายและเคลื่อนย้ายเครื่องจักร
- รับติดตั้งเครื่องจักร
- งานซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักร
- งานซ่อมเครื่องจักรในโรงงาน
- งานทำความสะอาดเครื่องจักร
- งานเหล็กและงานเชื่อม
- งานประกอบ
- งานระบบไฟฟ้า
- งานระบบท่อลม
- งานท่อน้ำ
- งานท่อน้ำมัน
- งานแมชชีนและงานตามแบบ
- งานจัดหาแรงงานทั่วไป
สำหรับโรงงานที่มีแผน ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ ย้ายเครื่องจักร ปรับปรุงพื้นที่การผลิต หรือซ่อมบำรุงเครื่องจักร การวางแผนงานตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละพื้นที่และเครื่องจักรมีข้อจำกัดแตกต่างกัน
ทีมงานจึงควรสำรวจหน้างาน ทำความเข้าใจลักษณะของเครื่องจักร และวางแผนขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง
สรุป 10 ข้อความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร
เพื่อให้จดจำได้ง่าย สามารถสรุป 10 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร ได้ดังนี้
1. อบรมการใช้งาน
ต้องผ่านการอบรมและเข้าใจวิธีใช้งานเครื่องจักรก่อนเริ่มงาน
2. รู้จักระบบหยุดฉุกเฉิน
รู้ตำแหน่งและวิธีใช้ Emergency Stop เมื่อเกิดเหตุผิดปกติ
3. ปฏิบัติตามป้ายเตือน
อ่านและปฏิบัติตามสัญลักษณ์และป้ายความปลอดภัย
4. ระวังความร้อนและแสงไฟ
ตรวจสอบพื้นที่ที่มีความร้อนหรือแสงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
5. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันจุดอันตราย
ห้ามถอดหรือดัดแปลง Guard โดยไม่ได้รับอนุญาต
6. ระวังอันตรายจากไฟฟ้า
ไม่สัมผัสหรือซ่อมระบบไฟฟ้าที่ไม่มีความรู้หรือไม่ได้รับมอบหมาย
7. ตรวจสอบระบบไฮดรอลิกและอัดอากาศ
สังเกตการรั่วซึม เสียง และความผิดปกติของระบบ
8. ระวังพื้นที่ลื่น
จัดการน้ำ น้ำมัน และของเหลวที่หกให้เหมาะสม
9. ระวังพลังงานตกค้าง
ก่อนซ่อมเครื่องจักรต้องควบคุมและแยกแหล่งพลังงานตามขั้นตอนที่กำหนด
10. สวม PPE
เลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับงาน
เพราะความปลอดภัยของเครื่องจักร เริ่มต้นก่อนลงมือทำงาน
การทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน ช่างซ่อมบำรุง ผู้ควบคุมเครื่องจักร และผู้ประกอบการ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ประมาท ไม่ข้ามขั้นตอน และไม่ละเลยสัญญาณความผิดปกติ
หากพบว่าเครื่องจักรมีเสียงผิดปกติ มีการสั่นสะเทือน มีน้ำมันรั่ว ระบบไฟฟ้าผิดปกติ Guard ชำรุด หรืออุปกรณ์ความปลอดภัยไม่พร้อมใช้งาน ควรหยุดและแจ้งผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตรวจสอบ
เพราะอุบัติเหตุจากเครื่องจักรบางครั้งอาจเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจยาวนานกว่านั้นมาก
S.T. Maintenance And Service พร้อมให้บริการงานด้านเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่งานขนย้าย ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ถอดถอน งานระบบ และงานสนับสนุนด้านวิศวกรรม เพื่อช่วยให้การดำเนินงานของโรงงานเป็นไปอย่างเป็นระบบ
เราพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งสู่ความสำเร็จของบริษัทท่าน
ติดต่อสอบถามบริการ
โทร. 038-195191
อีเมล: s.t.maintenance@hotmail.com